ไข่จักรวาล big bang

จาก “ไข่จักรวาล” สู่ “Big Bang”

ประมาณตุลาคม 2014 สันตปาปาฟรานซิส (Francis) พูดถึงเรื่องการกำเนิดจักรวาลตามทฤษฎี Big Bang และความเป็นไปของสิ่งมีชีวิตในโลกผ่านกระบวนการวิวัฒนาการ (evolution) เป็นเรื่องที่วิจารณ์กันพอสมควร แต่ไม่ใช่เรื่องใหม่ สันตปาปาคนก่อนๆก็เคยแสดงความเห็นเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และศาสนาอยู่หลายคน

ก่อนอื่นต้องมาดูว่าสันตปาปาฟรานซิสกล่าวอย่างไร

“When
we read about Creation in Genesis, we run the risk of imagining God was
a magician, with a magic wand able to do everything. But that is not
so,”

“เมื่อเราอ่านเกี่ยวกับการสร้าง(โลก)ในภาค Genesis เราเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องจินตนาการว่า God คือนักมายากล โดยมีไม้กายสิทธิ์ที่สามารถทำอะไรก็ได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น”

“He
created human beings and let them develop according to the internal
laws that he gave to each one so they would reach their fulfilment.”

ท่านสร้างมนุษย์และปล่อยให้พัฒนาไปตามกฏที่แฝงเร้นอยู่ภายในที่ได้ประทานให้แต่ละคนเพื่อให้พวกเขาได้บรรลุผลที่ต้องการ

“The
Big Bang, which today we hold to be the origin of the world, does not
contradict the intervention of the divine creator but, rather, requires
it. Evolution in nature is not inconsistent with the notion of creation,
because evolution requires the creation of beings that evolve.”

“Big Bang ที่ซึ่งวันนี้เราถือว่าเป็นการกำเนิดแห่งโลก ไม่ได้ขัดแย้งกับการเข้ามาเกี่ยวข้องของท่านผู้สร้าง แต่เป็นสิ่งที่สนับสนุนกัน (ส่วน)การวิวัฒนาการตามธรรมชาติเข้ากันไม่ได้กับหลักของท่านผู้สร้าง เพราะวิวัฒนาการจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมีผู้สร้างชีวิตเพื่อจะได้วิวัฒน์ต่อไป”

( Adam Withnail รายงานข่าวในเว็บไซต์ independent (28 ตุลา 2014) ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมถึงสันตปาปาจึงใช้คำว่า …but, rather, requires it… ซึ่งมีความหมายทำนองว่าศาสนาอยากให้มี Big Bang ถ้าแปลตรงๆก็น่าจะเป็นเช่นนั้น แต่โดยรวมแล้วคิดว่าน่าจะหมายความว่าสนับสนุนกันมากกว่า )

ต้องทำความเข้าใจกับที่มาที่ไปของ Big Bang เสียก่อน

ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้เสนอแนวคิดที่เรียกกันว่า Big Bang คือนักฟิสิกส์และบาทหลวงและนักฟิสิกส์ชาวเบลเยี่ยมชื่อ จอร์จ เลอแมท (Georges Lemaître) โดยเขาเชื่อว่าจักรวาลในปัจจุบันกำเนิดมาจากการขยายตัวจากขนาดที่เล็กมากและสสารทั้งหมดในจักรวาลเป็นผลมาจากการสลายตัวของอะตอมเริ่มต้นจำนวนหนึ่ง

ข้อเสนอที่ว่าจักรวาลมีการขยายตัวมีมาตั้งแต่ปี 1922 โดยนักฟิสิกส์ชื่ออเล็กซานเดอร์ เฟรียดแมน (Alexander Friedmann) ซึ่งเขาทำการแก้สมการจากทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ที่สร้างขึ้นในปี 1915 ซึ่งต่างไอน์สไตน์เจ้าของสมการเองที่เสนอว่าจักรวาลไม่มีการขยายตัวในปี 1917

นักฟิสิกส์บางคนไม่ได้กล่าวถึงเลอแมท เช่นในหนังสือ The Brief History of Time ของ Stephen Hawking เมื่อกล่าวถึง Big Bang และการขยายตัวของจักรวาล ก็กล่าวถึงแต่เฟรียดแมน ไม่มีชื่อของเลอแมท

(แต่มีคนแย้งว่าเขาเพิ่งรู้จักงานของเฟรียดแมนตอนที่มีโอกาสได้พบกับไอน์สไตน์ในปี 1927 โดยอ้างว่าไอน์สไตน์ได้ให้ความเห็นกับทฤษฎีของเขาว่า “ในทางคณิตศาสตร์มันถูก แต่ความหมายทางฟิสิกส์มันใช้ไม่ได้”)

ในปี 1929 นักดาราศาสตร์ชื่อเอ็ดวิน ฮับเบิ้ล (Edwin Hubble) ได้เผยผลการเก็บข้อมูลทางดาราศาสตร์หลายปีและทำการวิเคราะห์พบว่ากาแล็กซี่กำลังเคลื่อนตัวห่างออกจากกันและกันตลอดเวลา

ในปี 1931 เลอแมทเสนอว่า มวลสารทั้งหมดของจักรวาลอัดรวมกันเป็นก้อนก่อนที่จะมีการแตกกระจายออกไปตามการขยายตัวของจักรวาล เขาเรียกความคิดของเขาว่า “ไข่จักรวาลที่แตกกระจายออก ณ ขณะเวลาแห่งการสร้าง(จักรวาล)”

ในปี 1946 จอร์จ กามาว (George Gamow) นักฟิสิกส์ชาวรัสเซีย-ยูเครน พร้อมกับลูกศิษย์ของเขาเสนอว่าจักรวาลเริ่มแรกอัดไปด้วยพลังงานที่ร้อนที่สุดและเมื่อขยายตัวก็เริ่มเย็นลงพร้อมกับการเกิดสสารกระจายไปทั่วจักรวาล และทำนายน่าจะยังคงมีซากของพลังงานนี้หลงเหลืออยู่ทั่วจักรวาลในรูปรังสีไมโครเวฟ

ในปี 1949 นักดาราศาสตร์ชื่อ เฟรด ฮอย (Fred Hoyle) เชื่อว่าจักรวาลไม่มีจุดเริ่มต้น เขาเป็นผู้ประดิษฐ์คำว่า Big Bang เพื่อถากถางทฤษฎีนี้

ในปี 1955 ไอน์สไตน์เสียชีวิต เขาไม่ได้มีทีท่าจะคัดค้านหรือสนับสนุนการที่จักรวาลมีจุดกำเนิดอย่างชัดเจน

1965 กระแสตื่นตัวเริ่มขึ้น

ซึ่งแต่แนวความคิดเรื่อง Big Bang เพิ่งเริ่มต้นได้รับความสนใจอย่างจริงจังหลังปี 1965 เมื่อมีการค้นพบโดยบังเอิญว่าจักรวาลมีอุณหภูมิคงที่(ที่ระดับหนึ่ง)ทั่วทั้งจักรวาล ซึ่งสอดคล้องกับการทำนายของจอร์จ กามาวและคณะ ซึ่งน่าจะเป็นรังสีที่หลงเหลืออยู่

รังสีนี้เรียกว่า Cosmic Microwave Background, CMB ในปี 1966 หลังจากการค้นพบ CMB จอร์จ เลอแมท ก็เสียชีวิตลง

มีความเห็นจากฝ่ายที่ไม่เชื่อเรื่องเบื้องบน(atheist) แสดงความเห็นเหน็บแนมว่าในที่สุดศาสนจักรก็ต้องยอมรับความจริงทางวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าดูอย่างตรงไปตรงมา ศาสนจักรยังคงยืนในจุดของตน

ปัจจุบัน Big Bang ไม่ได้เป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่เกี่ยวกับศาสนาที่ถือว่า God เป็นผู้สร้าง

ก่อนหน้าสันตปาปาฟรานซิส (Francis) ต้องย้อนไปในปี 1951 ซึ่งศาสนจักรเคยแสดงความเห็นต่อทฤษฎีนี้มาก่อนแล้วโดยเทียบเคียงกับคำในไบเบิ้ล รวมทั้งความเห็นของบาทหลวงเลอแมทเอง

นักวิทยาศาสตร์ช่วงแรกๆไม่ค่อยจะให้ความสนใจกับแนวคิดที่ว่าจักรวาลมีจุดกำเนิดมากนัก อาจจะเป็นเพราะเป็นทฤษฎีที่เหลือเชื่อ แต่ก็เริ่มมาให้ความสนใจเมื่อมีการค้นพบรังสี CMB

ปี 1951 สันตปาปา Pius XII ก็เคยมีความเห็น

ในปี 1951 ก่อนที่จะมีการค้นพบ CMB สิบกว่าปี สันตปาปาไพเอซที่ 12 (Pius XII) เคยแสดงความเห็นตอนหนึ่งว่า

“It is undeniable that when a mind enlightened and enriched with modern scientific knowledge weighs this problem calmly, it feels drawn to break through the circle of completely independent or autochthonous (original) matter, whether uncreated or self-created, and to ascend to a creating Spirit.”

ปฎิเสธไม่ได้ว่าเมื่อจิตใจถูกทำให้เบิกบานและชโลมด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ซึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างสุขุม

มันเหมือนกับการตัดวัฐจักรของสสารที่เคย(เชื่อว่า)อยู่ได้อย่างอิสระตามแนวคิดดั้งเดิมได้อย่างสมบูรณ์
ไม่ว่า(สสาร)จะถูกสร้าง หรือสร้างตัวเอง
บัดนี้ได้นำ(เรา)ไปสู่จิตใจในฐานะของผู้สร้าง

“With the same clear
and critical look with which it examines and passes jusment on facts, it
perceives and recognizes the work of creative omnipotence, whose power,
set in motion by the mighty Fiat pronounced billions of years ago by
the Creating Spirit, spread out over the universe, calling into
existence with a gesture of generous love matter bursting with energy.”

ด้วยมุมมองที่ชัดแจ้งและมีวิจารณญาณเช่นเดียวกัน(กับศาสนา ) ที่ใช้ตรวจสอบและมีคำตัดสินเกี่ยวกับความเป็นจริง เป็นอันว่า(เรา)ได้รับรู้และตระหนักงานอันสร้างสรรค์ของท่านผู้ทรงอำนาจสูงสุด ซึ่งอำนาจของท่านได้สำแดงออกโดยผ่านโองการอันกึกก้องที่เปล่งออกมาหลายพันล้านปีก่อนด้วยหฤทัยของผู้สร้างสรรค์ แผ่ซ่านไปทั่วเอกภพ เปิดเผยตัวออกมาผ่านพลังงานแห่งการพรั่งพรูของมวลสารแห่งรักและเมตตา

“it would seem that present-day science, with one sweep back across the centuries, has succeeded in bearing witness to the august instant of the primordial Fiat Lux [Let there be Light], when along with matter, there burst forth from nothing a sea of light and radiation, and the elements split and churned and formed into millions of galaxies.”

“ความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ในรอบศตวรรษที่ผ่านมาได้เป็นพยานให้เห็นถึงช่วงเวลาของการกำเนิดขึ้นอย่างฉับพลันและสง่างามจาก
“แสงแรก” ร่วมกับสสาร กำเนิดจากไม่มีอะไร มีเพียงทะเลของแสงและการแผ่รังสี
สิ่งต่างๆแยกออกจากกันและรวมตัวกันเป็นกาแล็กซี่นับล้าน”

เป็นคำกล่าวในช่วงที่นักวิทยาศาสตร์ยังมองว่า Big Bang ยังมีข้อสงสัย (เพราะยังมีความเชื่อว่าจักรวาลมีมาเป็นนิรันดร์และคงตัว)

สันตปาปาใช้คำว่า “แสงแรก” ซึ่งสื่อถึงคำว่า “Let there be Light” ในไบเบิ้ลภาค Genesis ที่กล่าวถึงการกำเนิดโลก(และจักรวาล) แล้วผสมผสานกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์

ใน Genesis บันทึกว่า สิ่งแรกที่ God ดำริให้เกิดก็คือ “แสง” ผ่านคำว่า “Let there be Light” ซึ่งหมายถึงการเกิดความสว่างท่ามกลางความมืด เป็นตัวแทนของกลางวันและกลางคืน (Light กับ Night) มีก่อนที่จะมีโลกและพระอาทิตย์ แสงถูกนำมาเปรียบเทียบกับพลังงาน(ในทางวิทยาศาสตร์)ที่ปลดปล่อยออกมาในขณะกำเนิดจักรวาล

แต่เลอแมทไม่เห็นด้วย

จอร์จ เลอแมท ซึ่งเสนอทฤษฎีนี้ในฐานะนักฟิสิกส์ไม่เห็นด้วยกับสันตปาปาไพเอซ เขาเชื่อในหลัก seperation of church and lab (แยกศาสนาออกจากวิทยาศาสตร์) เขามองว่าศาสนาและวิทยาศาสตร์ต่างเป็นสิ่งที่ถูกต้องทั้งคู่ เป็นวิธีการที่แตกต่างกันในการอธิบายโลก เขาแสดงความเห็นว่า

“เราอาจกล่าวได้ว่านี่เป็นการเริ่มต้น
ผมไม่ได้หมายถึงการกำเนิดของทุกสรรพสิ่ง มันเป็นการเริ่มต้นในความหมายว่า
ถ้ามีบางสิ่งเกิดขึ้นมาก่อน
ก็จะไม่ส่งผลใดๆที่เรารับรู้ได้ต่อความเป็นไปของจักรวาล
เพราะไม่ว่าสสารจะมีสภาพอย่างไรก่อนหน้านั้น
มันก็สูญหายไปแล้วตั้งแต่ที่มันได้เริ่มจากศูนย์
สิ่งที่มีอยู่ก่อนกำเนิดจักรวาลเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือวิชาฟิสิกส์”

ข้อแรก
คำกล่าวนี้แสดงถึงการแยกศาสนาออกจากวิทยาศาสตร์ได้อย่างชัดเจน
เพราะเขาไม่ต้องการโยงศาสนาเข้ากับวิทยาศาสตร์
มันเป็นความรู้สองอย่างที่แยกจากกัน มีความถูกต้องในอาณาจักรของตัวเอง

ข้อสอง เขาไม่พยายามอธิบายว่ามีสิ่งใดมีอยู่ก่อนที่จะกำเนิดจักรวาล ถ้ามี สิ่งนั้นก็ไม่อยู่ในความรับรู้ของเราแล้ว ไม่ว่าสาเหตุของการเกิดคืออะไร หรือสิ่งนั้นคืออะไร นั่นไม่เกี่ยวกับฟิสิกส์ นั่นคือเขาไม่ต้องการให้โยงไปถึง God

หลังจากนั้น จอร์จ เลอแมท และที่ปรึกษาของสันตปาปาได้ขอเข้าพบ และเชื่อว่ามีการร้องขอไม่ให้กล่าวถึงเรื่องนี้อีก

คริสตจักรกับ science ไปด้วยกันได้หรือไม่

กลับมาที่ความเห็นของสันตปาปาฟรานซิสที่กล่าวถึงตอนต้น สำนักข่าวหลายแห่งรายงานไปในทำนองว่าในที่สุดคริสตจักรได้หันมายอมรับวิทยาศาสตร์ ทั้งเรื่องการกำเนิดจักรวาล(Big Bang) และ การกำเนิดชีวิต(evolution) ซึ่งหากดูจากเฉพาะคำที่ยกมาผมคิดว่าไม่ใช่

คำกล่าวนี้สื่อถึงการประนีประนอมกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์มากกว่า ในส่วนของ Big Bang ไม่ได้เป็นข้อโต้แย้งกับศาสนจักรมากเท่ากับการวิวัฒนาการ เพราะในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่แล้ว นักฟิสิกส์ก็ไม่ได้มีทีท่าจะยอมรับว่าจักรวาลมีจุดกำเนิดมาตั้งแต่แรก เพราะยังเชื่อมั่นในเรื่องจักรวาลที่มีมาเป็นนิรันดร์

และที่สำคัญ การอธิบายว่าจักรวาลมีจุดกำเนิด (ซึ่งรวมทั้งเวลาก็มีจุดเริ่มนับด้วย-คือมีเวลาที่ศูนย์) เป็นคำอธิบายที่ค่อนไปทางเรื่องลึกลับและเอียงไปทางศาสนามากกว่า ซึ่งเป็นเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์และนักฟิสิกส์ส่วนหนึ่งไม่อยากจะรับกับทฤษฎีนี้

และอาจจะเป็นเพราะผู้เสนอทฤษฎีนี้เป็นบาทหลวง นักฟิสิกส์ที่เป็นเอเตียส (atheist) บางคนอาจใช้ความรู้สึกในการไม่ยอมรับ

ยังไม่นับที่จะต้องมาหาคำอธิบายว่าแล้วก่อนเกิดจักรวาลมันเป็นอย่างไร
อะไรเป็นสาเหตุให้มีการเกิด เวลาก่อนที่จะเริ่มมีเวลาเป็นอย่างไร
ซึ่งจะกลายเป็นคำถามทางปรัชญาขึ้นมาทันที

เมื่อหลักฐานทางดาราศาสตร์หลายอย่างสนับสนุนว่าจักรวาลมีจุดกำเนิดจริง Big Bang จึงเป็นงานวิจัยหลักเรื่องหนึ่งที่นักฟิสิกส์ นักดาราศาสตร์ และนักจักรวาลวิทยาให้ความสนใจ หนึ่งในนั้นก็คือ ลอเรนซ์ เคราส์ (Lawrence Krauss) นักฟิสิกส์ทางจักรวาลวิทยา

ลอเรนซ์ เคราส์ ไม่เพียงแต่เป็นนักจักรวาลวิทยา เขายังแสดงบทบาทในฐานะของเอเตียส(atheist) เพื่อต้านศาสนาในการที่จะโยง Big Bang เข้าไปหา God โดยหนึ่งในหนังสือของเขา “A Universe From Nothing” หรือ “จักรวาลที่มาจากไม่มีอะไร” (2012 – ซึ่งติดอันดับหนังสือขายดี) ได้อธิบายลำดับของการค้นพบและยืนยันว่าการกำเนิดจักรวาลเป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์

วิวัฒนาการเป็นประเด็นที่สำคัญของสันตปาปาฟรานซิสมากกว่า เพราะเป็นเรื่องที่คริสตจักรคัดค้านมาตลอดตั้งแต่สมัยดาร์วิน(1859) ที่เสนอทฤษฎีวิวัฒนาการเนื่องจากขัดกับหลักของศาสนาอย่างรุนแรง และเป็นประเด็นที่เตียส(theist) และเอเตียส(atheist) โต้แย้งกันทุกวันนี้ ในบางรัฐในอเมริกามีการอ้างกฏหมายเพื่อห้ามไม่ให้สอนวิวัฒนาการในโรงเรียนซึ่งเป็นปัญหาที่มีมานาน

ซึ่งถ้าฟังจากคำกล่าวของสันตปาปาฟรานซิสที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าศาสนาจักรยังยืนอยู่ในจุดของศาสนา คือ God คือผู้สร้างและกำเนิดสรรพสิ่ง

จรัสพรรณ เปรมปรีบุตร
0